ตาขี้เกียจที่มักเข้าใจผิด

บทความเรื่อง โรคตาขี้เกียจที่มักเข้าใจผิด โดยจักษุแพทย์เด็กผู้เชี่ยวชาญ

ตาขี้เกียจที่มักเข้าใจผิด

พญ.ภาวศุทธิ เขียวขจี
จักษุแพทย์เฉพาะทางเด็ก

ช่วงแรกเป็นมุมมองและแชร์ประสบการณ์จากจักษุแพทย์เด็ก ช่องสองเป็นมุมมองและแชร์ประสบการณ์จากจักษุแพทย์ผู้ชำนาญสายตา

1. ความหมายของตาขี้เกียจ

โรคตาขี้เกียจหรือ lazy eye คือความผิดปกติของพัฒนาการการมอง เห็นตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเราจะไม่ใช้คำว่าตาขี้เกียจ จากการมองไม่เห็นหรือการ มองเห็นที่แย่ที่เกิดภายหลังเมื่อเป็นผู้ใหญ่ โดยปกติตั้งแต่แรกเกิดการมองเห็นจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนเจริญเต็มที่ ประมาณ 8-10ขวบ ในช่วงเวลานี้หากพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จะส่งผลให้บกพร่อง ทางการมองเห็นถาวรตลอดชีวิตได้ ดังนั้นหากเราสามารถตรวจพบความ เสี่ยงและได้รับการรักษาได้ทัน เราจะสามารถป้องกันตาขี้เกียจได้ โดยนิยามของคำว่า ตาขี้เกียจ คือความผิดปกติของการมองเห็น อาจเป็นตา ข้างเดียวหรือสองข้างได้ โดยที่ตรวจไม่พบรอยโรคของตาหรือได้รับการ รักษาแล้ว เช่น เด็กมีสายตาสั้น หากใส่แว่นแล้วเห็นได้ชัด แบบนี้ตามัวของ เด็กไม่ถือว่าเป็นตาขี้เกียจ แต่ถ้าหากแก้ไขสายตาอย่างเต็มที่แล้ว พบว่าการ มองเห็นไม่ดีไม่ตรงตามอายุที่ควรเห็น โดยที่ไม่พบรอยโรคอื่นที่เป็นสาเหตุ แบบนี้จะเรียกตาขี้เกียจได้ ทั้งนี้ภาวะตาขี้เกียจนี้มีการตรวจพบความผิดปกติของระบบประสาทส่วน กลางที่เกี่ยวข้องกับการมองโดยมีการประมวลผลการรับภาพที่ผิดปกติ ไปในช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนาเรื่องการมองเห็น ปัจจุบันโรคตาขี้เกียจมีคนรู้จักมากขึ้นมาก แต่ยังมีการเข้าใจผิดใน ความหมายและการรักษาตัวโรคตาขี้เกียจ 

2. สาเหตุของตาขี้เกียจและยกตัวอย่างที่มักเข้าใจผิด

ตาขี้เกียจจากสายตาผิดปกติ

โดยเกิดได้ทั้งแบบสายตาทั้งสองข้างผิดปกติ และข้างใดข้างนึงผิดปกติ เวลามีค่าสายตาผิดปกติทั้งแบบสั้น ยาว และเอียง สมองจะรับรู้ว่าภาพเบลอและพัฒนาการเอง จะรับรู้ว่าสามารถพัฒนาได้แค่นี้ ทำให้หยุดพัฒนาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาที่ต่างกันสองข้าง สมองสองฝั่งมีการแข่งขันกันมากกว่า ข้างที่ไม่ดีมักจะหยุดพัฒนาได้ง่ายกว่า 

ยกตัวอย่างเช่น

เด็กอายุ 7ขวบ มีค่าสายตาขวาสั้น 700 ซ้ายปกติ หากเด็กคนนี้ได้รับการแก้ไขสายตาตาขวา เช่นใส่แว่นแล้วกลับมาเห็น ปกติ 20/20 ได้ แบบนี้ ไม่เรียกตาขี้เกียจ แต่ถ้าต่อให้แก้ไขเต็มที่ และหาแล้วยังเห็นได้ไม่ดี และไม่พบรอยโรคอื่นที่เป็นสาเหตุให้มองไม่เห็นได้ แบบนี้ถึงจะวินิจฉัยตาขี้เกียจได้ 

ข้อที่มักเข้าใจผิด 

ยกตัวอย่างในผู้ใหญ่ หากมีสายตาข้างหนึ่งสั้น 700 อีกข้างปกติ ไปตัดแว่น ปรากฎว่าได้รับค่าสายตาข้างไม่ดีแก้มาไม่เต็มที่ แล้วคนไข้ยังเห็นได้ไม่ดี โดยบอกว่าคนไข้ตาขี้เกียจนั้น ในรูปแบบนี้ยังถือว่า ยังไม่ใช่ตาขี้เกียจ แต่ถ้าหากได้รับการลองค่าสายตาเต็มที่แล้ว ตรวจไม่พบรอยโรค ที่ทำให้การมองเห็นแย่ แล้วสายตายังไม่ดี แบบนี้ถึงจะสงสัยตาขี้เกียจ 

ตาขี้เกียจจากตาเข

ตาเขคือตาไม่สามัคคีกัน ใช้ตาข้างหนึ่งมอง อีกข้างไม่ได้มอง โดยตาเขที่เป็นตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะสลับข้างในการมอง หรือมีข้างที่ชอบใช้มองเป็นหลักอย่างชัดเจน จะก่อให้เกิดการแข่งขันในการพัฒนาของการมองเห็นแต่ละข้าง โดยข้างที่ใช้มองเป็นหลักจะกลายเป็นข้างที่ถูกพัฒนามากกว่า หรืออาจเกิดการยับยั้งการใช้งานของตาข้างที่เข จึงเกิดการตอบสนองที่ลดลงต่อสิ่งที่มากระตุ้นการมองเห็นในตาข้างที่เข 

ข้อที่มักเข้าใจผิด 

ผู้ปกครองมักเข้าใจผิดว่าตาเขคือตาขี้เกียจ ชอบพาเด็กๆมาถามว่าลูกมีตาขี้เกียจหรือต้องผ่าตัดตาขี้เกียจหรือไม่ โดยที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าตาเข ตาเหล่ คือกล้ามเนื้อตาขี้เกียจ ซึ่งที่จริงแล้วตาเขเป็นเพียง สาเหตุหนึ่งของตาขี้เกียจคือตาเขทำให้ข้างนั้นรับภาพได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดตาขี้เกียจคือการมองเห็นที่ไม่ดีตามมา แต่ไม่มีคำนิยามกล้ามเนื้อตาขี้เกียจสำหรับกรณีตาเข รวมภาพไม่ได้หรือเพ่งไม่ได้  

ตาขี้เกียจจากมีสิ่งมาบดบังทางเดินของแสงที่เข้าสู่ตา

การที่มีสิ่งมาบดบังทางเดินของแสงเข้าสู่จอตา ในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาการมองเห็นไม่เต็มที่และบดบังนานพอ ย่อมส่งผลให้เกิดตาขี้เกียจได้ โดยยิ่งเกิดสิ่งที่มาบดบังเร็วมากเท่าใด โดยเฉพาะสามเดือนแรก ตั้งแต่เกิดและยิ่งไม่ได้รับการแก้ไขยาวนานเท่าใด ความรุนแรงของโรคก็จะยิ่งมากขึ้น โดยสิ่งที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจชนิดนี้ได้ อาจเป็นสิ่งที่บดบังลูกตาจากภายนอก ได้แก่ ภาวะเปลือกตาตก หรือเป็นความขุ่นมัวของตัวกลางที่ เช่น ต้อกระจก โดยหากบดบังข้างเดียวย่อมทำให้เกิดตาขี้เกียจได้เร็วกว่า 

ข้อที่มักเข้าใจผิด 

เป็นต้อกระจกแต่กำเนิดจะเป็นตาขี้เกียจแน่นอน?  หากตรวจพบและรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมอย่างรวดเร็ว เด็กจะสามารถพัฒนาการมองเห็นไปจนถึงระดับ 20/20 ได้ จะไม่เป็นตาขี้เกียจ แต่หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก แล้วมารักษาในภายหลัง การมองเห็นอาจดีขึ้นเพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถพัฒนาจนถึงระดับปกติ ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม กรณีนี้จะได้รับการวินิจฉัยเป็นตาขี้เกียจ หากมีอะไรมาบดบังการมองเห็นที่เกิดขึ้นหลังอายุ 10 ปีโดยที่เดิมเห็นดีอยู่แล้ว กรณีนี้จะไม่ได้เกิดตาขี้เกียจ เช่น หากต้อกระจกในผู้ใหญ่ ซึ่งการมองเห็นเดิมดีมาก่อน แต่การมองเห็นลดลงเกิดจากต้อกระจกที่ขุ่นแบบนี้ไม่เรียกตาขี้เกียจเพราะเมื่อได้รับการผ่าตัดต้อกระจกแล้ว การมองเห็นยังสามารถกลับมาเป็นปกติเท่ากับ 20/20 ได้ หรือถ้าหากผ่าตัดแล้ว การมองเห็นยังไม่ปกติแต่พบสิ่งที่เป็นสาเหตุ เช่น ยังมีค่าสายตาเหลือ หรือรอยโรคในตาที่มีผลกับการมองเห็น แบบนี้เราจะไม่วินิจฉัยตาขี้เกียจเช่นกัน 

ตาขี้เกียจจากการที่ทำให้ตาข้างดีมองไม่เห็นหรือมัวมากเกินไป

เช่น กรณีปิดตาข้างที่ดีในการรักษาตาขี้เกียจ แล้วปิดนานไปจนตาข้างที่ดีขี้เกียจ ในกรณีนี้เรารักษาตาขี้เกียจโดยการหยุดปิดตาข้างนั้น

3. การรักษาตาขี้เกียจ

ข้อแรก ตรวจหาสาเหตุความเสี่ยงให้ทันและรักษาแก้ไขตามสาเหตุ

เช่น จากค่าสายตา ควรได้รับการแก้ไขสายตาที่เหมาะสมจากตาเข ควรได้รับการรักษาตาเขให้กลับมาใช้สายตาสองข้างพร้อมๆกันได้ โดยอาจจะจำเป็นต้องผ่าแก้ไขกล้ามเนื้อตา และหากเกิดจากอะไรบังเช่น ต้อกระจก หรือเปลือกตาบังควรผ่าตัดแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดแต่กำเนิด หรือเป็นข้างเดียว เราจะรักษาอย่างรวดเร็วเพราะมีโอกาสเกิดตาขี้เกียจง่ายกว่า 

ข้อสองคือการกระตุ้นตาข้างขี้เกียจ

กรณีตาขี้เกียจข้างเดียวอาจมีการทำการมองเห็นของตาข้างที่ดีให้ลดลงโดยการปิดตา ใช้ยาขยายม่านตา หรือให้แว่นเพื่อกระตุ้นการใช้งาน ข้างไม่ดี  กรณีตาขี้เกียจสองข้าง ปัจจุบันมีการรักษาโดยการให้คนไข้ฝึกร่วมด้วย เช่น ในรูปแบบเกมส์ เพื่อกระตุ้นได้อีกทาง 

4. คำแนะนำ

เน้นย้ำว่าตาขี้เกียจเป็นโรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก และส่งผลให้บกพร่องถาวรในอนาคตได้ หากรักษาเลยช่วงอายุที่ตาหยุดพัฒนาการ ดังนั้นข้อสำคัญของภาวะตาขี้เกียจคือการตรวจพบสาเหตุหรือความเสี่ยง ดังนั้นแนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตหรือพาบุตรหลานมาตรวจ ในเด็กเล็กหากพบหนังตาตก ตาวาว ตาเข หรือพฤติกรรมการมองผิดปกติ เช่น ไม่มองตาม ในเด็กโตอาจพบตาเข หรือเด็กๆ บอกได้ว่ามองเห็นไม่ชัด โดยคำแนะนำเด็กๆ ควรได้รับการตรวจโรคตาเด็ก หรือปัญหาสายตาก่อน 7-8 ขวบ เพื่อป้องกันการบกพร่องทางการมองเห็นตลอดชีวิต