ธรรมชาติและพัฒนาการของการกะพริบตาในเด็ก
การกะพริบตาเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อตา 2 มัด คือการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบตาชื่อ Orbicularis oculi muscle และการคลายตัวกล้ามเนื้อยกเปลือกตาชื่อ Levator palpebrae muscle โดยการรับส่งสัญญาณจากเส้นประสาทสมอง และการทำงานของสารสื่อประสาทชื่อโดปามีนมีส่วนสำคัญ เรากะพริบตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ตา ปกป้องดวงตาจากสิ่งแปลกปลอมหรืออันตรายและการช่วยรักษาความสะอาดดวงตา โดยแรกเกิดเด็กจะมีการกะพริบตาที่น้อยมากคือเฉลี่ย 2 ครั้งต่อนาที และค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 10-15 ครั้งต่อนาทีเท่าผู้ใหญ่ตอนอายุประมาณ 20 ปี ชนิดของการกะพริบตามี3แบบคือการกะพริบตาแบบเกิดขึ้นเอง หรือจากการโดยกระตุ้น หรือแบบตั้งใจ แต่ในเด็กเราไม่สามารถแยกประเภทเหล่านี้เหมือนผู้ใหญ่ได้
ปัจจัยที่มีผลต่อการกะพริบตา
ปัจจัยที่ทำให้กะพริบตาน้อยลง ได้แก่ คนไข้ Stroke พาร์กินสัน การพักผ่อน การอ่าน การทำงานที่ต้องใช้สายตาและการเพ่ง ในเด็กจ้องจอดิจิทัลระยะใกล้ พบว่าการกะพริบตาลดลงเหลือเพียง 8 ครั้งต่อนาที
ปัจจัยที่ทำให้กะพริบตาถี่ขึ้น ได้แก่ การพูด การจดจ การคิด การกินนม หรืออาหารโรคต่างๆ เช่น TICS โรคกล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก การระคายเคือง สายตาผิดปกติ
ภาวะกะพริบตาบ่อยในเด็กคือมากกว่า 20 ครั้งต่อนาทีหรือรูปแบบการกะพริบผิดปกติ เป็นปัญหาที่ผู้ปกครองพาเด็กๆมาพบจักษุแพทย์เป็นอันดับต้นๆในปัจจุบัน ซึ่งสร้างความกังวลใจให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ปกครอง เลยอยากเล่าให้ทุกท่านฟังในรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะในแต่ละสาเหตุมีการรักษาที่แตกต่างกันและในบางโรคอาจต้องส่งตรวจปรึกษาเพิ่มเติมกับกุมารแพทย์ระบบประสาท
สาเหตุการกะพริบตาบ่อยในเด็ก
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือจากอาการระคายเคืองตา เช่น ภูมิแพ้ ตาแห้ง คนไข้จะมาด้วยกะพริบตาบ่อยแบบแน่นๆพยายามบีบตา มีกลอกตาเหลือบตาขึ้น บางรายมีการขยี้ตา สู้แสงไม่ได้ร่วมด้วย รองลงมาคือโรค Tics disorder เป็นโรคที่ผู้ปกครองให้ความสนใจมากที่สุด เกิดจากปัญหาด้านพัฒนาการทางระบบประสาท อาการจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต่างๆที่เกิดขึ้นเองแบบควบคุมไม่ได้ เช่น กะพริบตา ย่นจมูก ใบหน้า ไหล่ แขน ขยับด้วย ถัดมาคือปัญหาสายตาต่างๆ เด็กกลุ่มนี้จะมาด้วยการพยายามหยีตาเพื่อสร้าง Pnhole effect ให้ภาพชัดขึ้น หรือมีการเอียงหน้าร่วมด้วยได้ สามสาเหตุยอดฮิตข้างต้นเป็นสาเหตุ 80-90% ที่พบ ส่วนอื่นๆจะมีสาเหตุจากโรคตาเขออกเป็นๆ หายๆหรือ Intermittent exotropia โรคกล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุกหรือ Blepharospasm หรือจากสาเหตุโรคอื่นๆทางระบบประสาท ซึ่งการตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยหาสาเหตุ ให้การรักษา และส่งตรวจต่อตามความเหมาะสมได้
ภูมิแพ้ตาในเด็กรักษาอย่างไร หายขาดได้หรือไม่
โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ในเด็ก พบว่ามีชั้นไขมันของน้ำตาบางกว่าปกติ น้ำตาระเหยเร็วกว่าปกติ ทำให้การระคายเคืองอาจจะมากกว่าผู้ใหญ่ โดยการซักประวัติตรวจร่างกาย จะสามารถบอกชนิดของภูมิแพ้ ซึ่งมีประโยชน์ในการบอกรูปแบบการแสดงอาการความรุนแรง และการดำเนินโรค เช่น เป็นตามฤดูกาล หรือเป็นโรคที่เรื้อรัง และมีผลในการเลือกยาในการรักษา
คำแนะนำในการรักษา คือ งดการขยี้ตารุนแรง ประคบเย็น การใช้น้ำตาเทียม และเลี่ยงตัวกระตุ้นหากทำได้
ยาในกลุ่มการรักษา จักษุแพทย์จะประเมินเลือกใช้ยาในกลุ่มต่างๆตามความรุนแรง เช่น ลดอาการคัน ควบคุมอาการ หรือในบางรายหากรุนแรงอาจจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์
วิธีสังเกตุและรับมือกับโรค TICS
TICS disorder เป็นภาวะผิดปกติของการพัฒนาการทางระบประสาท ทำให้สารสื่อประสาทชื่อโดปามีนสูงขึ้น ทำให้กะพริบตาบ่อยโดยไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้นทันทีทันใด เป็นไม่นานเกิดซ้ำได้ อาการที่เกิดจะไม่เป็นแบบแผนไม่เป็นจังหวะ อาจพบร่วม การขับกล้ามเนื้ออื่นๆผิดปกติ เช่น กลอกตา ยักคิ้ว ยักไหล่ ขยับจมูก ไอ กระแอม สะอีก เดาะลิ้น เป่าปาก มักเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กประมาณ 4-5 ปี และมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 10-12 ปี อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยเหนื่อย อ่อนเพลีย หรือกังวล โดยมักไม่มีผลกระทบต่อการมองเห็น
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองหากสงสัยว่าเด็กเป็น TICS คือ ไม่ควรดุหรือสั่ง ห้ามไม่ให้เด็กกะพริบตาบ่อย เพราะเมื่อมีสิ่งที่เครียดหรือกังวลจะยิ่งควบคุมยาก แต่แนะนำให้คอยสังเกตรูปแบบการกะพริบตา หรือมีกล้ามเนื้อต่างๆขยับด้วยหรือไม่ รวมทั้งอาจแอบถ่าย VDO มาจะช่วยในการวินิจฉัยเป็นอย่างมาก ในโรคนี้ควรปรึกษากุมารแพทย์ด้านระบบประสาทเพื่อประเมินความรุนแรง สิ่งกระตุ้น และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป ยกตัวอย่างเคสเด็กหญิงอายุ 6 ปี ผู้ปกครองพามาพบแพทย์ด้วยอาการกะพริบตาสองข้างบ่อย เป็นๆหายๆนาน 3 เดือน มีอาการกลอกตาขึ้นบนและย่นจมูกร่วมด้วย อาการมักเป็นวันอาทิตย์หลังเรียนเสริมพิเศษ อาการเป็นมากขึ้นเมื่อคุณแม่สั่งห้าม จากที่เป็นเด็กเรียนดีไม่มีปัญหาเรื่องเรียนหรือเพื่อนๆ เข้าสังคมได้ดี ผู้ป่วยเป็นลูกคนเดียว คลอดครบกำหนด พัฒนาการปกติตามวัย ผู้ป่วยรายนี้เมื่อแพทย์ทำการตรวจร่างกายไม่พบสาเหตุความผิดปกติทางตา และไม่พบอาการ ของโรคทางระบบประสาทอื่นๆ เช่น การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติโดยขณะกะพริบตาผู้ป่วยยังสามารถลืมตาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
คุณแม่เริ่มสอบถามให้ลูกเล่าเรื่องต่างๆเวลาไปเรียน ลูกบอกว่าก่อนเรียนพิเศษทุกครั้งคุณครูเปิดการ์ตูนเรื่อง Frozen ตั้งแต่แรก เด็กรู้สึกเศร้าและเครียดตอนพ่อแม่เอลซ่าเรือล่มและคุณครูให้ดูไม่จบจึงไม่ทราบเรื่องต่อว่าเป็นอย่างไร การรักษาในผู้ป่วยรายนี้ ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคให้พ่อแม่เข้าใจ ความบกพร่องในการพัฒนาการทางระบบประสาทเรื่อง Tics ของผู้ป่วยที่ทำให้มีข้อจำกัดในการควบคุมตนเอง รวมทั้งมีอาการ Tics ที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมากขึ้นจากความเหนื่อยและเครียด ในรายนี้ปรึกษากุมารแพทย์เด็กเพื่อทำการประเมิน และรักษาได้แนะนำให้พ่อแม่ลดความกดดันไม่สนใจ ไม่ทัก หรือดุว่าเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดูสิ่งที่ทำให้เศร้าและทำความเข้าใจในตัวเรื่อง การตรวจติดตามที่ 1 เดือนต่อมาพบว่า ผู้ป่วยมีอาการน้อยลงเอง
สามารถสังเกตุโรคทางระบบประสาทที่สัมพันธ์กับการกะพริบตาบ่อยอย่างไร
มักมีประวัติหรืออาการที่สามารถคำนึงถึงโรคเหล่านี้ได้ เช่น ประวัติโรคทางสมอง คือ ลมชัก ติดเชื้อในสมอง อาการทางระบบประสาทต่างๆ เช่น เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียน ชัก เดินชนของบ่อยๆ สงสัยลายสายตาเสียการมองเห็นภาาพหลอน ผู้ป่วยที่สงสัยโรคในกลุ่มนี้ซึ่งแพทย์จะพิจารณาส่งตรวจวินิจฉัยทางระบบประสาทเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง
การใช้จอมีผลต่อการกะพริบตาหรือไม่
ปัจจุบันนี้การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในเด็กเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก เด็กมีสมาร์ตโฟนเป็นของตนเองตั้งแต่อายุน้อย การใช้สายตามองหน้าจอนั้นการกะพริบตาจะน้อยลง ทำให้น้ำตาระเหยได้มากขึ้น ความคงตัวของน้ำตาลดลงจึงพบอาการผิดปกติต่างๆ จากโรคตาแห้งมากขึ้นเช่น เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล ตาล้า รู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมในที่เยื่อบุตา เมื่อระคายเคืองจะส่งผลให้เกิดการกะพริบตาบ่อยขึ้น มีการศึกษาพบว่าความเสี่ยงของการเกิดอาการทางตาในเด็กจะเกิดเมื่อใช้หน้าจอนานกว่า 1 ขึ้นไป ส่งผลให้เด็กที่ตาปกติ มีอาการตาล้า ตาแห้ง
กลุ่มจักษุแพทย์ และกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American academy of ophthalmology and American academy of pediatrics) ได้ออกคำแนะนำให้ปฏิบัติเมื่อต้องใช้สายตา ได้แก่ กฎ 20-20-20 หมายถึงการพักสายตาเมื่อใช้สายตาไปนาน 20 นาที โดยการพักสายตานาน 20 วินาที ด้วยการมองที่ไกลอย่างน้อย 20 ฟุต จุดประสงค์เพื่อลดอาการตาล้า และอาการไม่สบายตาเมื่อมีการใช้สายตาโดยการหยุดพักสายตา ในเด็กนั้นมีความจำเป็นเนื่องจากบ่อยครั้งที่เด็กจะไม่รับรู้ว่าตนเองมีอาการผิดปกติเหมือนในผู้ใหญ่
ข้อสรุป
ภาวะกะพริบตาบ่อย เป็นภาวะที่จักษุแพทย์แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเคืองของโครงสร้างด้านหน้าของลูกตา เช่น ภูมิแพ้ ตาแห้ง ถัดมาคือโรค Tics disorder อาจพบร่วม ได้แก่ กลอกตา ยักคิ้ว ยักไหล่ ขยับจมูก ไอ กระแอม สะอึก เดาะลิ้น เป่าปาก เกิดตามหลังความรู้สึกถูกกดดันให้แสดงอาการออกมา และผู้ป่วยสามารถบังคับไม่ให้ตัวเองแสดงอาการได้ ในโรคนี้ควรได้รับการปรึกษากุมารแพทย์ทางระบบประสาทร่วมด้วย ภาวะสายตาผิดปกติ (Refractive cnot) อื่นๆ เช่น โรคตาเข และโรคกล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก (Blepharospasm) หรืออาจตรวจพบความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย ดังนั้นจึงอยากแนะนำหากผู้ปกครองสังเกตพบการกะพริบตาผิดปกติในเด็กอย่ามองข้าม ให้พามาตรวจเพื่อรับการวินิจฉัย รับคำแนะนำการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
เพิ่มเติมการใช้หน้าจอในเด็กคือ ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกออกคำแนะนำให้เด็กอายุ 4-15 ปี ใช้หน้าจอดิจิทัลไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีคำแนะนำเพิ่มเติมให้ใช้สายตาด้วยกฎ 20-20-20 หมายถึงการพักสายตาทุกๆ 20 นาที โดย การพักสายตานาน 20 วินาทีด้วยการมองที่ไกลอย่างน้อย 20 ฟุต จุดประสงค์เพื่อลดอาการตาล้า และอาการไม่สบายตาเมื่อมีการใช้สายตาโดยการหยุดพักสายตา ในเด็กนั้นมีความจำเป็นเนื่องจากบ่อยครั้งที่เด็กจะไม่รับรู้ว่าตนเองมีอาการผิดปกติเหมือนในผู้ใหญ่



