วัยทารก (infant) แรกเกิดถึง 12 เดือน เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางสายตาที่รวดเร็ว วัยเตาะแตะ (toddler) อายุ 1 ถึง 3 ปี เป็นช่วงเวลาของการสำรวจทางกายภาพและการมองเห็น ช่วงปฐมวัย (early childhood) อายุ 3 ถึง 8 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญของวัยก่อนเรียนและช่วงประถมศึกษาตอนต้น เมื่อทักษะการมองเห็นสำหรับการเรียนรู้ได้รับการเสริมสร้าง วัยเด็กตอนกลางอายุ 9 ถึง 11 ปี เป็นช่วงที่ความต้องการทางวิชาการและสังคมเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันใหม่ต่อระบบการมองเห็น และช่วงวัยรุ่น 12 -21 ปี
1. วัยทารก (แรกเกิดถึง 12 เดือน): การสำรวจโลกใบใหม่
เมื่อแรกเกิด การมองเห็นของทารกแรกเกิดมีจำกัด แม้ทารกส่วนใหญ่จะเกิดมาพร้อมกับสายตายาวประมาณ 3.00 ไดออปเตอร์ แต่การโฟกัสของพวกเขามักจำกัดอยู่ที่ระยะใกล้ ซึ่งเหมาะสำหรับการมองหน้าผู้ดูแลในระหว่างการให้นม ในช่วงสองเดือนแรก การเคลื่อนไหวของดวงตาอาจดูไม่ประสานกัน โดยที่ดวงตาอาจเหล่หรือกลอกไปมาเป็นครั้งคราวเป็นปกติของการเจริญเติบโตของระบบการมองเห็น ซึ่งมักจะหายไปเมื่อทารกควบคุมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น และการมองเห็นระหว่างดวงตากับสมองแข็งแรงขึ้น
เมื่ออายุ 3 ถึง 4 เดือน การมองเห็นจะคมชัดขึ้นอย่างมาก ทารกสามารถติดตามวัตถุที่เคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นด้วยดวงตา และสามารถมองเห็นวัตถุชัดเจนในระยะที่ไกลขึ้น และเริ่มจดจำใบหน้าที่คุ้นเคย สัตว์เลี้ยง และของเล่นได้ ช่วงเวลานี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเอื้อมมือคว้าวัตถุ เนื่องจากทักษะการประสานงานระหว่างมือกับตาเริ่มพัฒนา เมื่ออายุประมาณ 5 เดือน ทารกเริ่มพัฒนาการรับรู้ความลึก (depth perception) ซึ่งเป็นความสามารถในการมองเห็นในสามมิติและประเมินระยะทางได้ ช่วยให้การคว้าของเล่นแม่นยำขึ้น และเป็นก้าวสำคัญสู่ทักษะการเคลื่อนไหวที่ดียิ่งขึ้น เมื่ออายุ 6 เดือน การมองเห็นสีจะพัฒนามากขึ้น และตา 2 ข้างควรทำงานร่วมกันได้อย่างสม่ำเสมอ
ช่วงอายุ 9 ถึง 12 เดือนมีลักษณะเฉพาะคือการปรับปรุงการรับรู้ความลึกและการประเมินระยะทางให้ละเอียดยิ่งขึ้น ทักษะเหล่านี้จะถูกฝึกฝนผ่านการสำรวจสภาพแวดล้อมระหว่างที่ทารกเริ่มคลานและเดิน
ค่าสายตาในวัยทารก
ทารกแรกเกิดที่คลอดครบกำหนดโดยทั่วไปแล้วจะเป็นสายตายาว (hyperopia) ประมาณ +3.00 ไดออปเตอร์ (D) ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ปกติและสามารถมองเห็นในที่ใกล้ได้เนื่องจากทารกมีความสามารถในการเพ่งสูงมาก (สามารถเปลี่ยนค่าสายตาไปทางลบ หรือสั้นได้ประมาณ 20.0 D)
ในทางกลับกัน ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีภาวะสายตาผิดปกติเช่น สายตาสั้น (myopia) เมื่อแรกเกิด
คำแนะนำการดูแลสุขภาพตาในวัยทารก
ปกครองควรสังเกตสัญญาณเฉพาะที่อาจบ่งบอกถึงปัญหาการมองเห็น เช่นดวงตาที่ไม่ทำงานร่วมกันหรือไม่อยู่ในแนวเดียวกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง (เป็นเรื่องปกติในช่วง 3 เดือนแรก แต่หากยังคงมีอยู่เกิน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์) ขนาดรูม่านตาที่ต่างกัน การมองที่ไม่ติดตามวัตถุ การมีน้ำตาไหลมากเกินไปหรือมีคราบเกาะที่ดวงตา ความไวต่อแสง และการเอียงศีรษะหรือหันศีรษะอย่างต่อเนื่องเพื่อมองวัตถุ สัญญาณเตือนที่สำคัญอย่างยิ่งคือการสะท้อนของแสงสีขาวในรูม่านตา (leukocoria) ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างของเด็กในภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยแฟลชซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะร้ายแรง เช่น ต้อกระจก หรือเนื้องอกจอประสาทตา (retinoblastoma) ซึ่งเป็นมะเร็งตาที่หายากแต่เป็นอันตรายถึงชีวิต ภาวะเหล่านี้ต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยด่วน
ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาด้านการมองเห็น และควรได้รับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่แรกคลอด และตรวจสุขภาพตาอีกครั้งเมื่ออายุ 2-3 ปี
สำหรับทารกทุกคน การดูแลและกระตุ้นการมองเห็นทำได้ง่ายโดยการใช้ของเล่นที่มีสีสันและการมีปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้ากันอย่างใกล้ชิด และสมาคมจักษุแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Ophthalmology; AAO) แนะนำว่าทารกควรได้รับการตรวจตาครั้งแรกระหว่างอายุ 6 ถึง 12 เดือน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการระบุปัญหาพื้นฐานใดๆ ที่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อการมองเห็นได้
2. วัยเตาะแตะ (อายุ 1 ถึง 3 ปี): การสำรวจด้วยการมองเห็น
การมองเห็นยังคงพัฒนาต่อไปเพื่อรองรับความเป็นอิสระและความอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่มขึ้น สามารถจดจำผู้คนและวัตถุจากระยะที่ไกลขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเดินและสำรวจสภาพแวดล้อม ความสามารถในการโฟกัสวัตถุระยะใกล้ละเอียดยิ่งขึ้น ทำให้สามารถพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การต่อบล็อก การพลิกดูหนังสือ และการระบายสี
เมื่ออายุ 2 ถึง 3 ปี เด็กๆ จะเก่งในการจดจำและเรียกชื่อรูปร่าง สี และวัตถุทั่วไป ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ การรับรู้ระยะชัดลึกที่ดีขึ้นจะทำให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น วิ่งและกระโดด ดวงตาของทารกและเด็กเล็กจะผ่านกระบวนการที่เรียกว่า emmetropization ซึ่งค่าสายตาผิด
ค่าสายตาในวัยเตาะแตะ
ค่าสายตายาวจะลดลงตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปและเข้าใกล้ค่าเฉลี่ย +1.00 D เมื่ออายุ 1 ปี อย่างไรก็ตาม ภาวะสายตายาวที่มากกว่า +5.00 D ในเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อภาวะตาขี้เกียจ (amblyopia) และตาเหล่ (strabismus)
3. ปฐมวัย (อายุ 3 ถึง 8 ปี): การเตรียมพร้อมสำหรับห้องเรียน
ช่วงปฐมวัยมีการพัฒนาทางปัญญาและการมองเห็นที่ซับซ้อน การจดจำภาพจะดีขึ้นอย่างมาก การใช้ตาทั้งสองข้างโฟกัสวัตถุร่วมกันละเอียดยิ่งขึ้น ทำให้สามารถอ่านหนังสือจากซ้ายไปขวาข้ามแนวกึ่งกลางได้ การรับรู้ระยะชัดลึกหรือภาพสามมิติจะพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้สามารถเล่นกีฬาหรือกิจกรรมทางกายที่ซับซ้อนอื่นๆ ได้
คำแนะนำการดูแลสุขภาพตาในเด็กปฐมวัย
ปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นมักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ และจะส่งผลต่อการพัฒนาการต่อๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะสายตาผิดปกติ เช่น สายตายาว สายตาสั้น และสายตาเอียง แต่เด็กในวัยนี้มักไม่ทราบหรือไม่กล้าที่จะบอกว่าสายตาพร่ามัว การตรวจสุขภาพตาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองโรคโดยเฉพาะตาขี้เกียจ (amblyopia) ที่ควรได้รับการรักษาก่อนอายุ 8-10 ปี
เกณฑ์การมองเห็นตามอายุ
- 3 ขวบ ควรมองเห็นถึงแถว 20/50 เป็นอย่างน้อย
- 4 ขวบ ควรมองเห็นถึงแถว 20/40 เป็นอย่างน้อย
- 5 ขวบ ควรมองเห็นถึงแถว 20/30 เป็นอย่างน้อย
4. วัยเด็กตอนกลาง (อายุ 9 ถึง 11 ปี)
ช่วงวัยเด็กตอนกลางมีลักษณะเฉพาะคือภาระทางวิชาการและสังคมที่เพิ่มขึ้น ต้องอ่าน เขียน และที่สำคัญคือการใช้หน้าจอมากขึ้นสำหรับการเรียนและยามว่าง ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของภาวะสายตาสั้น (myopia) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพทั่วโลกที่มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนี้ ภาวะสายตาสั้นไม่ใช่แค่ความไม่สะดวกในการใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ แต่สร้างความเสี่ยงของโรคตาอื่นๆ อีกมากมาย
ภาวะสายตาผิดปกติในวัยเด็กตอนกลาง
แม้ว่าจะไม่มีค่าไดออปเตอร์เฉลี่ยเฉพาะสำหรับกลุ่มอายุนี้ แต่การศึกษาในเด็กอายุ 6 ถึง 12 ปีพบว่าภาวะสายตาสั้นเป็นภาวะสายตาผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด (61.9%) ตามมาด้วยสายตาเอียง (24.1%) และสายตายาว (14%)
5. วัยรุ่น (12 ถึง 18 หรือ 21 ปี)
การมองเห็นใกล้เคียงหรือเทียบเท่าผู้ใหญ่ ทั้งในแง่ความชัด การมองเห็นสี ภาพสามมิติ การกลอกตา และค่าสายตาควรจะเปลี่ยนแปลงช้าลงจนกระทั่งหยุดนิ่งประมาณอายุ 18 ปีในคนปกติ (ปัจจุบันมีพฤติกรรมการใช้สายตามองใกล้มากขึ้น และได้รับแสงแดดธรรมชาติน้อยลงส่งผลกระทบให้คนจำนวนมากมีตาสั้นที่ยังคงเพิ่มขึ้นหลังอายุ 18 ปี)
**คำแนะนำการดูแลสุขภาพตาในเด็กติดจอ หรือผู้ใหญ่ติดจอทุกวัย**
- ยิ่งใกล้มาก ยิ่งเพ่งมาก เหมือนยกน้ำหนักมาก
- ยิ่งมองใกล้นานมาก ยิ่งล้ามาก เหมือนยกน้ำหนักค้างนานๆ
- ไม่ได้ออกไปรับแสงสว่างจากธรรมชาติ
ทั้งข้อ 1–3 กระตุ้นให้ลูกตามีการยืดขยาย เหมือนลูกโป่งที่พองลมมากขึ้น ซึ่งหมายถึง
- กระบอกตายาวขึ้น (axial elongation) ส่งผลให้สายตาสั้นมากขึ้น
- โครงสร้างของตาบางลง จึงเสี่ยงกับจอประสาทตาฉีกและหลุดลอก จุดรับภาพชัดผิดปกติ ต้อหินมุมเปิด วุ้นในตาเสื่อมและต้อกระจกเร็วขึ้น (เสี่ยงตาบอดถาวรจาก 3 โรคแรก) ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้ลดลงเมื่อทำเลสิคหรือผ่าตัดแก้ไขสายตาใดๆ
- การมีสมาธิใช้สายตา ทำให้การกระพริบตาน้อยลง จากทุก 6 วินาทีเป็น 12 วินาที คนทั่วไปน้ำตาจะระเหยประมาณ 10 วินาทีหลังจากกระพริบตา การจ้องจอจึงกระตุ้นภาวะตาแห้ง
ดังนั้นคำแนะนำคือ
- ใช้สายตามองใกล้มากๆให้น้อยที่สุด หากต้องเรียนออนไลน์หรือเล่นเกม ต่อขึ้นจอใหญ่หรือใช้ projector จะดีกว่า
- มีเวลาหยุดพักสายตา โดยให้มองไกลเพื่อคลายเพ่ง อาจใช้กฎ 20-20-20 ก็ได้ (ทุก 20 นาที พักสายตามองไกล >20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที) นอกจากนี้ยังได้พักกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหลังที่ทำให้เกิด office syndrome ด้วย
- ใช้เวลากลางแจ้งอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมงหรือสัปดาห์ละ 14 ชั่วโมง ช่วยชะลอสายตาสั้นได้ และจัดโต๊ะทำงานให้อยู่ในส่วนที่ได้รับแสงจากธรรมชาติ เช่น มีหน้าต่างด้านข้าง
- นอกจากการพักสายตา ระหว่างใช้สมาธิ หากนึกได้ควรกระพริบตาบ่อยๆ หรือมีการสนทนาบ้าง จะช่วยเพิ่มอัตราการกระพริบตาและลดอาการตาแห้งเบื้องต้นได้
- ในคนที่มีค่าสายตาผิดปกติ การใส่แว่นที่ค่าสายตาถูกต้องจะช่วยลดการเพ่ง และลดการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นได้ เทียบกับการใส่ค่าที่ไม่ถูกต้อง
- ในเด็กที่ใส่เลนส์ชะลอสายตาสั้น การใส่เลนส์ตลอดเวลา (ไม่เว้นเวลามองใกล้ แม้ตาเปล่าจะมองเห็นชัด) หรือใส่มากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน ได้ผลชะลอสายตาสั้นดีกว่าใส่น้อย



