รักษาตาเขในเด็ก

สังเกตตาเขอย่างไร ไม่ให้มองข้ามภัยเงียบในเด็ก

พญ.ภาวศุทธิ เขียวขจี
จักษุแพทย์เฉพาะทางเด็ก

“ตาเข” เป็นภาวะที่พบได้ในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจแสดงอาการไม่ชัดเจน หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านการมองเห็นในระยะยาว เช่น ภาวะตาขี้เกียจ

บทความนี้รวบรวมข้อมูลโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสังเกตอาการ เข้าใจสาเหตุ และรู้แนวทางการรักษาได้อย่างถูกต้อง

ตาเขคืออะไร?

1) ภาวะตาเขคืออะไร?

ตอบ: ตาเข คือภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่ประสานกัน ไม่ได้หันมองวัตถุเป้าหมายเดียวกันในเวลาเดียวกัน โดยตาข้างหนึ่งอาจมองตรงที่วัตถุ ในขณะที่อีกข้างหนึ่งมีลักษณะเขเข้าใน (Esotropia), เขออกนอก (Exotropia) หรือเขขึ้นบน/ลงล่าง (Hypertropia/Hypotropia) ภาวะนี้ปรากฏได้ทั้งชนิดที่เป็นตลอดเวลาหรือเดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย อาจเกิดขึ้นเฉพาะข้างหรือสลับข้างกันได้ ทั้งนี้ ตาเขอาจมีชื่อเรียกอื่น เช่น ตาส่อน หรือตาเหล่ ซึ่งมีความหมายเดียวกัน

2) ภาวะตาเขพบได้บ่อยแค่ไหนใด?

ตอบ: พบได้บ่อยพอสมควร โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อตากำลังพัฒนา ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการมองเห็นที่ไม่ชัดเจนหรือประวัติทางพันธุกรรม โดยคิดเป็นไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประชากร การตรวจพบและเริ่มรักษาเร็ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาขี้เกียจได้

ตาเขกับตาขี้เกียจต่างกันอย่างไร?

3) ภาวะ “ตาเข” กับ “ตาขี้เกียจ” เหมือนกันหรือไม่?

ตอบ: ไม่เหมือนกัน และมักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ตาเขเป็นสาเหตุหนึ่งของตาขี้เกียจได้ เด็กตาเขจะเกิดภาพซ้อน สมองของเด็กปรับตัวเร็วมาก จึงกดภาพผิดปกติจากตาข้างที่เข ทำให้เกิดพัฒนาการการมองเห็นที่ไม่ดี ซึ่งก็คือตาขี้เกียจตามมา ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจ ตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก

ตาเขกับตาเอียงต่างกันอย่างไร?

4) “ตาเข” และ “ตาเอียง” เป็นคนละภาวะ

ตาเข: ดวงตาทั้งสองข้างมองไปคนละทิศทาง

ตาเอียง: เป็นความผิดปกติของค่าสายตา ทำให้ภาพไม่คมชัด

ทั้งสองภาวะสามารถพบร่วมกันได้ และควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์

สาเหตุของตาเข

5) ภาวะตาเขเกิดจากสาเหตุใด?

ตอบ: เกิดได้จากหลายสาเหตุ ในเด็กมักมีสาเหตุมาจากค่าสายตาผิดปกติ (ทั้งสายตาสั้น ยาว หรือเอียง) ทำให้ภาพไม่ชัดจนไม่สามารถควบคุมดวงตาให้ตรงได้ หรือเกิดจากการควบคุมการทำงานของตาที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่กำเนิด โดยมีปัจจัยเสริมด้านพันธุกรรม เช่น ภาวะตาเขเข้าในในเด็กเล็กช่วงประถมวัย (Infantile Esotropia)สำหรับสาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง กลุ่มนี้มักมีปัญหาภาพซ้อนร่วมด้วย โดยเกิดจากการมีพยาธิสภาพบริเวณกล้ามเนื้อตาหรือเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา เช่น ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ หรืออุบัติเหตุบริเวณกล้ามเนื้อตาหรือสมอง รวมถึงรอยโรค เช่น ก้อนเนื้องอกหรือระบบไหลเวียนน้ำในโพรงสมองผิดปกติ ในบางกรณี เช่น โรคไทรอยด์ อาจส่งผลให้ขนาดกล้ามเนื้อตาไม่เท่ากันจึงเกิดการกรอกตาที่ไม่สมดุล หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) ที่ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบเป็นๆ หายๆ

6) เหตุใดบางรายจึงมีลักษณะตาเขเข้า เขออก หรือเขบนล่าง?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อตาและปัจจัยแวดล้อม เช่น ค่าสายตา ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีสายตายาวมากมักมีอาการตาเขเข้า ส่วนผู้ที่มีการควบคุมการเพ่งหรือการรวมภาพอ่อน จากการเห็นภาพไม่ชัดเจน เช่น ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือเอียง มักพบอาการตาเขออกเป็นระยะ หรือในบางกรณีเช่นโรคไทรอยด์ อาจพบภาวะตาเขในแนวบนล่างได้มากกว่าปกติ

อาการและสัญญาณเตือน

7) สัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองควรทราบคืออะไร และเมื่อใดควรพาเด็กพบจักษุแพทย์?

ตอบ: โดยส่วนใหญ่เด็กมักเริ่มมีอาการตั้งแต่ยังเล็ก สมองจะพยายามปรับตัวด้วยการกดภาพที่ผิดปกติไว้จึงไม่เห็นภาพซ้อน ทำให้เด็กไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองได้ จึงแนะนำให้สังเกตหากดวงตาไม่อยู่ในแนวตรง หรือมีพฤติกรรมการมองที่ผิดปกติ เช่น-การเงยหน้า ก้มหน้า หรือเอียงคอเพื่อชดเชยภาพซ้อน-การหลับตาข้างหนึ่งเมื่ออยู่กลางแจ้ง-เดินชนสิ่งของบ่อยครั้งรวมถึงหากมีประวัติครอบครัวเป็นตาเข ควรพาบุตรหลานมาตรวจในกรณีที่เด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่เพิ่งมีอาการ จะมีปัญหาภาพซ้อน ควรมาพบจักษุแพทย์ทันที นอกจากนี้เด็กทุกคนควรเข้ารับการคัดกรองสายตาและตรวจโรคตาก่อนเข้าเรียน

การตรวจวินิจฉัยตาเข

8) กระบวนการตรวจภาวะตาเขมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

ตอบ: ประกอบด้วยการวัดค่าสายตา ตรวจการทำงานร่วมกันของดวงตาและการมองเห็นภาพสามมิติ ประเมินการเคลื่อนไหวของดวงตา และตรวจสุขภาพดวงตาเพื่อหารอยโรค

ในบางรายอาจต้องขยายม่านตา ทำการทดสอบพิเศษ หรือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านอื่น เช่น ระบบประสาทร่วมด้วย

9) เด็กเล็กสามารถเข้ารับการตรวจได้หรือไม่หากยังไม่สามารถสื่อสารได้?

ตอบ: สามารถตรวจได้แม้เด็กยังสื่อสารไม่ได้ โดยมีวิธีการวัดค่าสายตาและมุมตาเขสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กโตหรืออ่านหนังสือออก

วิธีรักษาตาเข

10) วิธีการรักษาตาเขมีแนวทางใดบ้าง?

ตอบ: วิธีการรักษาหลัก ได้แก่

-การสวมแว่นตา (โดยเฉพาะกรณีสายตายาวที่ส่งผลให้ตาเขเข้า)

-การปิดตาข้างที่ปกติ หรือการใช้ยาหยอดตาเพื่อลดการเพ่ง สำหรับรักษาภาวะตาขี้เกียจ

-การใช้ปริซึมเพื่อลดอาการภาพซ้อนในบางกรณี

-การฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา/กายภาพสายตา (ในกลุ่มที่เหมาะสม)

-การฉีดโบทูลินัมท็อกซินในบางกรณี

-การผ่าตัดกล้ามเนื้อตาเพื่อปรับแนวภาวะดวงตาให้ตรงขึ้น

11) แว่นตาสามารถช่วยให้ตาตรงได้จริงหรือไม่?

ตอบ: เป็นแนวทางแรกที่ทำ เนื่องจากในบางกรณีเมื่อเด็กมองเห็นภาพชัดเจนจะสามารถควบคุมกล้ามเนื้อตาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะตาเขเข้าจากการเพ่งสายตามากในผู้ที่มีสายตายาว (เช่น Accommodative Esotropia) การสวมแว่นตาสม่ำเสมออาจช่วยให้ตาตรงได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

12) การปิดตาคืออะไร และมีวัตถุประสงค์เพื่อสิ่งใด?

ตอบ: คือการปิดตาข้างที่มีการมองเห็นดีกว่าเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวันตามคำสั่งแพทย์ เพื่อกระตุ้นดวงตาข้างที่ประสิทธิภาพต่ำกว่า (เพื่อป้องกันภาวะตาขี้เกียจ) ทั้งนี้ ระยะเวลาและวิธีการปิดตาต้องเป็นไปตามแผนการรักษาเฉพาะราย

13) การฝึกบริหารดวงตาสามารถแก้ไขภาวะตาเขได้หรือไม่?

ตอบ: สามารถช่วยได้ในบางประเภท (เช่น ตาเขออกเป็นครั้งคราวจากการควบคุมการรวมภาพไม่สมบูรณ์) แต่ไม่ใช่แนวทางการรักษาสำหรับทุกชนิด โดยเฉพาะตาเขที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทตั้งแต่กำเนิด

14) โบทูลินัมท็อกซิน (โบท็อกซ์) มีบทบาทอย่างไร?

ตอบ: ใช้ฉีดเพื่อลดแรงดึงของกล้ามเนื้อตาบางมัด ช่วยปรับแนวตาเป็นการชั่วคราวหรือใช้ร่วมกับแผนการรักษาหลัก ขึ้นอยู่กับชนิดของตาเขและวัยตามการพิจารณาของแพทย์

15) การผ่าตัดกล้ามเนื้อตามีวิธีการอย่างไร และมีความเสี่ยงหรือไม่?

ตอบ: เป็นการปรับตำแหน่งหรือความตึงของกล้ามเนื้อตาเพื่อให้แนวตาตรงขึ้น ดำเนินการภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่หรือการดมยาสลบตามความเหมาะสมของวัยและแผนการรักษา โดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงที่รุนแรงพบได้น้อยมาก

16) หลังการผ่าตัดต้องพักฟื้นเป็นเวลานานเท่าใด?

ตอบ: โดยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายในวันที่รับการผ่าตัด อาจมีอาการตาแดงหรือระคายเคืองประมาณ 1–2 สัปดาห์ ไหมที่ใช้มักเป็นไหมละลายซึ่งจะสลายตัวไปเองใน 1–2 เดือน

17) การผ่าตัดเพียงครั้งเดียวจะหายขาดหรือไม่?

ตอบ: หลายรายมีอาการดีขึ้นอย่างมากจากการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว แต่อาจต้องมีการติดตามผลและปรับปรุงในอนาคต โดยเฉพาะกรณีตาเขที่ซับซ้อน

ตาเขในผู้ใหญ่รักษาได้หรือไม่?

18) ผู้ใหญ่ที่มีอาการตาเขสามารถรักษาได้หรือไม่?

ตอบ: สามารถรักษาได้ ทั้งการใช้แว่นปริซึม การฝึกบริหารตา การฉีดโบท็อกซ์ และการผ่าตัด ซึ่งช่วยลดอาการภาพซ้อนและเสริมสร้างความมั่นใจ

19) อาการภาพซ้อนมีความเกี่ยวข้องกับภาวะตาเขอย่างไร?

ตอบ: ผู้ใหญ่ที่เริ่มมีอาการตาเขในภายหลังมักประสบปัญหาภาพซ้อน ส่วนในเด็กเล็กร่างกายมักจะกดภาพจากตาข้างหนึ่ง ทำให้ไม่เห็นภาพซ้อน แต่มีความเสี่ยงต่อภาวะตาขี้เกียจ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาเข

20) ภาวะตาเขสามารถหายเองได้หรือไม่?

ตอบ: ไม่ควรรอให้หายเอง เนื่องจากอาจพลาดช่วงเวลาสำคัญในการรักษา

21) การใช้งานหน้าจอหรือมือถือส่งผลให้เกิดภาวะตาเขหรือไม่?

ตอบ: ไม่ได้เป็นสาเหตุของตาเขถาวรโดยตรง แต่ทำให้เกิดอาการล้าและตาเขชั่วคราวได้

23) ภาวะตาเขถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?

ตอบ: มีความเกี่ยวข้องในบางกรณี

24) จำเป็นต้องตรวจ MRI หรือเอกซเรย์หรือไม่?

ตอบ: ไม่จำเป็นในทุกราย

25) ภาวะตาเขมีผลต่อการเรียนหรือการเล่นกีฬาหรือไม่?

ตอบ: อาจส่งผลต่อการกะระยะและความมั่นใจ

26) ภายหลังการรักษา ต้องมีการติดตามผลอย่างไร?

ตอบ: ต้องมาตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

27) รายจ่ายเบื้องต้นเป็นอย่างไร?

ตอบ: แตกต่างกันตามวิธีการรักษาและสิทธิการรักษา

28) ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับตาเขมีอะไรบ้าง?

ตอบ: เช่น ปล่อยไว้หายเอง นวดตา หรือวิตามินรักษาได้ทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นความจริง

29) ผู้ใหญ่ที่ตาเขมาตั้งแต่เด็ก หากผ่าตัดยังมีประโยชน์หรือไม่?

ตอบ: มีประโยชน์ ช่วยลดภาพซ้อนและเพิ่มความมั่นใจ

30) ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องเข้ารับการตรวจหรือผ่าตัด?

ตอบ: ควรนำแว่น ยาประจำตัว และแจ้งประวัติสุขภาพ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ภาวะตาเขเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในเด็กเล็ก การตรวจพบและรักษาอย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้การมองเห็นพัฒนาได้อย่างเหมาะสม หากสงสัยว่าบุตรหลานมีอาการตาเข ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์โดยเร็ว

หมอตาเด็ก เชี่ยวชาญตาเด็กและกล้ามเนื้อตา

เกี่ยวกับผู้เขียน

เขียนโดย: พญ.ภาวศุทธิ เขียวขจี (หมอน้ำ)
จักษุแพทย์เฉพาะทางเด็ก

Recent Posts

รักษาตาเขในเด็ก

สังเกตตาเขอย่างไร ไม่ให้มองข้ามภัยเงียบในเด็ก

“ตาเข” เป็นภาวะที่พบได้ในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจแสดงอาการไม่ชัดเจน หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะ

Read More »
ตรวจตาเด็ก รักษาสายตาสั้นในเด็ก

ทำความรู้จักภาวะสายตาในเด็ก และความสำคัญของการตรวจตาเด็ก

พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่า ลูกยังเล็ก น่าจะยังไม่มีปัญหาสายตา แต่ความจริงแล้ว ปัญหาสายตาในเด็กสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงวัยแรก

Read More »
รักษาสายตาสั้นในเด็ก

สายตาสั้นในเด็ก มองใกล้ เรียนรู้ไกล สู้ภัยสายตาสั้น

สายตาสั้นในเด็ก: ปัญหาที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “สายตาสั้นในเด็ก” กลายเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร

Read More »